ก่อนอื่นต้องเข้าใจความหมายของคำว่าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien species) หมายถึงสิ่งมีชีวิตไม่ได้มีต้นกำเนิดในพื้นที่นั้นๆ

หรือสิ่งแวดล้อมนั้นๆ แต่ชนิดพันธุ์ หรือสิ่งมีชีวิตนั้นถูกนำมาหรือแพร่กระจายมาจากที่อื่น

อีกคำคือคำว่าชนิดพันธุ์รุกราน (invasive species) ชนิดพันธุ์นั้นคุกคามระบบนิเวศ แหล่งที่อยู่อาศัย หรือชนิดพันธุ์อื่นๆ

ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งผลเสียต่อระบบนิเวศดั้งเดิมได้

จึงรวมทั้งสองคำเข้าด้วยกันได้เป็น ชนิดพันธุ์รุกรานต่างถิ่น (Alien invasive species) ซึ่งมีความหมายโดยรวมว่าสิ่งมีชีวิตไม่ได้มีต้นกำเนิดในพื้นที่นั้นๆ หรือสิ่งแวดล้อมนั้นๆแต่ถูกนำมาหรือแพร่กระจายมาจากที่อื่น ซึ่งคุกคามระบบนิเวศ แหล่งที่อยู่อาศัย หรือชนิดพันธุ์ท้องถิ่นหรือพันธุ์อื่นๆ และอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งผลเสียต่อระบบนิเวศดั้งเดิมได้

ตัวอย่างสัตว์น้ำรุกรานต่างถิ่น ในประเทศไทย

  1. ปลาซักเกอร์ หรือปลากดเกราะหรือปลาเทศบาล (common sucker) ชื่อวิทยาศาสตร์ Hypostomus plecostomus  เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้แต่ถูกนำเข้ามาเพื่อใส่ตู้เลี้ยงปลาเพื่อให้กำจัดสาหร่ายและของเสียในตู้ ต่อมาคนเลี้ยงเมื่อปลาตัวนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นมากมักถูกนำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ ผลที่ตามมาคือปลาตัวนี้จะไปรุกรานสัตว์น้ำท้องถิ่นในธรรมชาติโดยแย่งอาหารแย่งที่อยู่อาศัยและกินไข่หรือตัวอ่อนของสัตว์เหล่านั้นประกอบกับปลาซักเกอร์มีเกล็ดแข็งปกคลุมตัวและเงี่ยงแข็งที่ครีบทำให้มีศัตรูตามธรรมชาติน้อย ซึ่งการเพิ่มจำนวนของปลาตัวนี้อาจทำให้ปลาดุกอุยและปลาดุกด้านในแหล่งน้ำธรรมชาติของประเทศไทยสูญพันธุ์ได้

รูปที่1. ปลาซักเกอร์

ที่มาภาพ: http://www.fisheries.go.th/if-yasothon/web2/images/stories/1405255268-1384315156-o.jpg

เอกสารอ้างอิง http://www.vcharkarn.com/varticle/41678

                https://th.wikipedia.org/wiki/ปลาซักเกอร์ธรรมดา

2. กุ้งเครย์ฟิช หรือกุ้งก้ามแดง หรือล็อบสเตอร์น้ำจืด (Crayfish, Crawfish, Freshwater lobster) กุ้งกลุ่มนี้มีมากกว่า 500 ชนิด มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปยุโรป โอเชียเนีย และเอเชียตะวันออกแต่ไม่มีกุ้งกลุ่มนี้ตามธรรมชาติในประเทศไทย

กุ้งเครย์ฟิชถูกนำเข้าในประเทศไทยเพื่อเป็นสัตว์น้ำสวยงามและครั้งหนึ่งเคยถูกส่งเสริมให้เลี้ยงในนาข้าวเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ซึ่งเป็นสาเหตุให้กุ้งกลุ่มนี้แพร่กระจายสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เรื่องที่น่ากังวลคือกุ้งเครย์ฟิช กินอาหารได้หลากหลายตั้งแต่หอย สาหร่าย ลูกปู ลูกกุ้งด้วยกันเอง หรือแม้กระทั่งตัวอ่อนของแมลงน้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและอาจทำให้สัตว์น้ำท้องถิ่นบางชนิดสูญพันธุ์ได้

แต่ปัจจุบันได้มีกฎหมายควบคุมเป็นประกาศกรมประมงฉบับที่ 2 ปี พ.ศ. 2559 ผู้มีความประสงค์เลี้ยงกุ้งตัวนี้ ให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานและควบคุมดูแลไม่ให้กุ้งหลุดออกไปสู่ธรรมชาติได้

รูปที่ 2. กุ้งเครย์ฟิชหรือกุ้งก้ามแดง
ที่มาภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/8/81/Cherax_Blue_moon.jpg
เอกสารอ้างอิง https://th.wikipedia.org/wiki/เครย์ฟิช
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9580000090458
https://www.kasetkaoklai.com/home/2016/07/ด่วน-ผู้เลี้ยงกุ้งก้าม

3. หอยเชอรี่ หรือ หอยโข่งอเมริกาใต้ หรือ หอยเป๋าฮื้อน้ำจืด (Golden applesnail) ชื่อวิทยาศาสตร์ (Pomacea canaliculata) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ นำมาเข้าประเทศไต้หวันจากประเทศอาร์เจนตินาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ต่อมามีการนำเข้าประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีนเพื่อใช้เป็นอาหารสดและอาหารกระป๋อง และเข้าสู่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2533 เพื่อเพาะเลี้ยงเป็นอาหาร แต่ต่อมาพบว่าไม่คุ้มค่าจึงเลิกกิจการและทำให้หอยพวกนี้หลุดออกมาสู่แล่งน้ำธรรมชาติ

หอยเชอรี่เป็นหอยที่มีคุณค่าทางอาหารสูงแต่ปัจจุบันไม่นิยมนำมาบริโภคแต่หอยชนิดนี้ใช้เป็นอาหารสัตว์ได้แต่ก็ยังไม่เท่ากับโทษของหอยตัวนี้คือมันแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและกัดกินพืชลักษณะนุ่มได้เกือบทุกชนิดแต่ที่สำคัญคือมันกัดกินต้นข้าวทำให้นาข้าวได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

หอยชนิดนี้ทำความเสียหายกับนาข้าวมาหลายปีต่อมาจึงมีวิธีกำจัดและควบคุมหอยตัวนี้ได้ เช่นเก็บตัวและไข่ไปทำลาย ใช่สัตว์จำพวกเป็ดและนกกินลูกหอยและการใช้สารเคมี

นอกจากนี้ผลกระทบต่อระบบนิเวศของหอยตัวนี้คือทำให้นกปากห่างไม่อพยพกับประเทศบังคลาเทศตามฤดูการเพราะมีอาหารคือหอยตัวนี้กินซึ่งส่งผลกระทบทำให้นกท้องถิ่นของไทยถูกแย่งที่ทำรัง

รูปที่3. หอยเชอรี่

ที่มาภาพhttps://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/9/9f/Pomacea_canaliculata1.jpg/1280px-Pomacea_canaliculata1.jpg

รูปที่ 4. ไข่หอยเชอรี่
ที่มาภาพhttps://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/aa/Pomacea_canaliculata_eggs_on_Pistia_stratiotes.jpg

(เพิ่มเติม…)